มีเว็บไซต์เพียงข้ามคืน

เพิ่มเพื่อน

สอบถามเพิ่มเติม

  086-311-0482

  Line ID: anuchaweb

#45ข้อ ควรรู้สำหรับผู้ลงโฆษณา Google Search 2019


1. Search Campaign หรือโฆษณาข้อความค้นหาบน Google เป็นโฆษณาที่หวังผลลัทธ์ได้มากที่สุด เพราะมันเกิดจากความต้องการของลูกค้าค้นหาสิ่งที่เขาต้องการ หน้าที่ของคุณคือทำอย่างไรให้ลูกค้าผู้มุ่งหวังเจอโฆษณา
2. Search Campaign เป็นโฆษณาเชิงรับที่เกิดจาก Search Demand ใน Keyword หรือคำค้นหานั้น ๆ สิ่งที่คุณต้องรู้คือ ปริมาณการค้นหาในคำ ๆ นั้นมีมากน้อยแค่ไหน คุณสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ Keyword ได้จาก Keyword planner ของ Google Ads เอง หรือจากเครื่องมือฟรีที่มีให้ใช้งานอื่น ๆ เช่น
Ubersuggest's Free Keyword Tool, keywordtool.io/ เป็นต้น
3. คุณควรรู้ก่อนว่าสินค้าหรือบริการนั้น มีการค้นหาใน Google ด้วยคำว่าอะไร ซึ่งก็คือ Keyword สำหรับสินค้าหรือบริการของคุณนั่นเอง สามารถเช็คจากเครื่องมือวิเคราะห์ Keyword ในข้อที่ 2
4. สิ่งที่เราต้องรู้เมื่อใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner หลัก ๆ มี 1. AVG. Monthly Search บอกถึงปริมารการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับ Keyword นั้น 2. Competition ระดับการแข่งขันเมื่อใช้ Keyword ในการลงโฆษณา 3. Cost/Click (CPC Bid Range) ช่วงของราคาประมูลหรือประมาณค่าใช้จ่ายต่อ 1 การคลิกโฆษณา
5. Keyword เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์การลงโฆษณาที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้น โฟกัสเฉพาะ Keyword ที่ตรงกับสินค้าคุณก่อน

6. เมื่อใช้เครื่องมือวิเคราะห์ Keyword บางครั้งคุณจะพบว่ามี Keyword ให้เลือกมากมาย ดังนั้นควรแยกหมวดหมู่ของ Keyword ออกเป็นกลุ่ม ดังนี้ 1 “ Keyword แบบกว้าง” 2 “Keyword หาข้อมูล” และ 3 “Buying Keyword” ซึ่งให้คุณเลือกใช้ตัวที่ 3 ก็คือ “Buying Keyword” ก่อนเพราะมันหวังผลได้มากที่สุด จากนั้นหากงบลงโฆษณาคุณเหลือค่อยขยับไปที่ 2 และ 1 ตามลำดับ
7. คุณอาจสูญเงินมหาศาลโดยไม่จำเป็นจากการความเข้าใจผิดในการใช้ Keyword ดังนั้นการโฟกัสและเลือกใช้ Keyword ทีละหมวดหมู่ จะทำให้ประหยัดงบได้มาก ลองนึกดูสิว่าถ้ามี Keyword ให้ใช้งานสัก 1,000 คำ คุณจะต้องใช้งบประมาณมากมายขนาดไหน ซึ่ง Keyword ที่ทำเงินอาจมีไม่กี่คำ ดังนั้นหา Keyword ห่านทองคำให้เจอ
8. ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้ใช้มีแนวโน้มที่จะ Search ด้วยคำค้นหาที่ยาวขึ้น เพื่อหาในสิ่งที่ตรงความต้องการ ดังนั้นแล้ว Long tail Keyword คำค้นหายาว ๆ ก็น่าสนใจที่จะเอามาลงโฆษณาด้วยเหมือนกัน
9. บางครั้งคุณอาจจะไม่ต้องสนใจมากถ้าพบว่า Keyword นั้นมันมีปริมาณการค้นหาน้อย ถ้ามันทำให้เกิดผลลัทธ์ได้ สิ่งที่้คุณต้องทำเพิ่มเติมคือหา Keyword แบบเดียวกันเพิ่มเติม
10. Text Ads เปรียบเสมือนป้ายโฆษณาหน้าร้านค้าของคุณ คุณต้องเขียนคำโฆษณาเพื่อเชิญชวนผู้ค้นหาให้เข้ามาที่ Website หรือ Landing page ของคุณให้ได้มากที่สุด

11. หัวใจของการเขียน Text Ads คือเข้าใจว่าผู้ใช้จะค้นหาอะไร ต้องการอะไร ดังนั้น ตอบสนองความต้องการเขาให้ได้ สร้าง Text Ads โดยมองว่าหากเราเป็นผู้ Search เอง เราค้นหาสิ่งนั้น เราอยากจะเจออะไรมากที่สุด แล้วคุณจะคิดออกว่าจะเขียน Text Ads อย่างไรดี
12. เพื่อให้ได้ Text Ads ที่ดีที่สุด คุณปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องทำ A/B Testing เพราะ Text Ads ก็เหมือนกับ Content โฆษณาอันนึง คุณต้อง เทส เทส และ เทส เพื่อหาว่าแบบไหนที่ถูกจริตกับกลุ่มเป้าหมายที่สุด และถ้าเจอแล้วมันคุ้มแน่นอนที่คุณจะเสียเวลา
13. เช็คความถูกต้องในการสะกดคำ การเว้นวรรค และระวังคำต้องห้าม Google ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก มิเช่นนั้นโฆษณาของคุณอาจจะไม่อนุมัติ
14. ในช่วงเริ่มต้นของการลงโฆษณา คุณสามารถเลือกการ Bidding แบบ Maximize Click เป็นการประมูลอัตโนมัติ ที่เน้นการคลิกสูงสุดก่อนได้ เนื่องจากมันง่ายและ Make sense อยู่แล้วว่า ผู้คนที่ตรงกลุ่มคลิกไปยัง Website ของคุณมากที่สุด ย่อมมีโอกาสเกิดผลลัพธ์มุ่งหวังมากที่สุด
15. เมื่อคุณเข้าใจรูปแบบการ Bidding ที่ Advanced มากขึ้นค่อยปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมอีกที


16. การ Bidding ราคาโดยคิดว่างบประมูลมากกว่าจะชนะบนอันดับที่สูงกว่านั้นผิด! เพราะ Google Ads นั้นให้ความสำคัญกับคุณภาพโฆษณาที่คุณทำเป็นหลัก ส่วนเรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องรอง
17. คุณสามารถกำหนดอันดับการแสดงผลของโฆษณาได้โดยการใช้ Manual Bid และเพิ่มงบ แต่ไม่เสมอไป เพราะคะแนนคุณภาพนั้นจะต้องดีด้วยจึงจะมีโอกาสชนะผู้ประมูลอื่น ๆ
18. สำหรับ Manual Bid คุณจำเป็นต้องทราบค่าประมาณ CPC ของ Keyword เพื่อใช้ในการ Bidding ในอันดับที่ต้องการ เช่น อันดับ 2 ของ Keyword นึงมี CPC ประมาณ คลิกละ 10 บาท แสดงว่า คุณต้องประมูลสูงกว่านั้นเพื่อมีโอกาสได้อันดับที่ดีกว่า
19. อันดับโฆษณาเกี่ยวข้องกับ 3 ส่วนหลักดังนี้ 1 Quality Score หรือคะแนนคุณภาพของการลงโฆษณา 2 Bidding กลยุทธเสนอราคาและเงินที่ลงประมูลโฆษณา 3 Web Quality ความเร็วรวมถึงคุณภาพที่ดีของ Website ผลจาก 3 ส่วนคำนวณมาเป็น Ad Rank ตามสูตรคือ Ad Rank = Quality Score x Bid x Web Quality
20. โฆษณาของคุณแสดงกับ Keyword ที่ตรงกับผู้ Search เข้ามาได้นั้น ต้องทำ Matching Keyword อย่างถูกวิธี มิเช่นนั้นโฆษณาของคุณอาจจะแสดงกับ Keyword ที่มีผู้ค้นหาที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการของคุณเลย

21. การทำ Negative Keyword จะป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณไม่แสดงกับ Keyword ที่ไม่ตรงความต้องการได้ และทำให้ประหยัดได้มากเพราะเป็นการลดการคลิกของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องได้ (คลิกมาก ก็เสียเงินมาก
22. คุณอาจจะได้ Keyword ใหม่ ๆ จากการใช้ Search Term เข้าช่วย มันเป็นเครื่องมือที่บอกได้ว่า ผู้ค้นหาเจอโฆษณาของคุณด้วย Keyword อะไร คุณอาจจะเจอ Keyword ใหม่ ๆ เพิ่มที่คาดไม่ถึงมาใช้ และมันยืนยันแล้วว่า มีค้นหาด้วยคำนั้นจริงและเกิดผลอย่างไร
23. คุณสามารถรู้ได้ว่าคู่แข่งที่ใช้ Keyword ร่วมกับคุณเป็นใคร เขาชนะหรือแพ้คุณด้านไหน และมีจุดแข่งจุดอ่อนอย่างไร ได้ด้วยเครื่องมือช่วยที่ชื่อว่า “Auction insights google ads”
24. คุณสามารถลดค่าโฆษณาด้วยการทำให้โฆษณามีคุณภาพมากที่สุด ซึ่ง Google วัดเป็น Quality Score ของ Ads โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 10
25. เมื่อ Quality Score สูงขึ้น ค่าคลิกหรือ CPC จะมีแนวโน้นถูกลงด้วย และ ทำให้คุณชนะการประมูลเพื่อได้อันดับสูงขึ้นด้วย

26. ปัจจัยหลักที่มีผลกับ Quality Score ของการลงโฆษณานั้นได้แก่ 1. Ads Relevant เป็นความสัมพัทธ์กันของโฆษณา การเขียน Text Ads 2. %CTR อัตราการคลิก/การแสดงผล 3. Web Quality คุณภาพและความเร็วของ Website
27. “ที่ 1 ไม่ไหวฉันขอเต็มใจเป็นที่ 2” อันดับ 1 บนหน้าผลการค้นหา Google ไม่ได้การันตีผลลัทธ์ใด ๆ ในเมื่อลูกค้าที่ Search ค้นหาเขาไม่ได้เจอแค่โฆษณาของคุณแค่คนเดียว และเขาก็อาจจะไม่ได้คลิกเข้าเพียง Website เดียวด้วย
28. ถ้าผลลัพธ์สุดท้ายของการทำโฆษณา คือแปรเปลี่ยนให้เป็นยอดขายมากที่สุดแล้ว ดังนั้น Website ต้องดีไซต์มาปิดการขายได้ดีด้วยเช่นกัน
29. โหลดช้าลูกค้าไม่รอ ความเร็วของ Website มีผลมากในการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เข้าชม คุณสามารถเช็คความเร็วของ Website พร้อมรับคำแนะนำด้วยเครื่องมือ “Google Page Speed Insights”
30. อย่าเขียนนิยายบน Website เราไม่จำเป็นต้องยัดข้อมูลทุกอย่างลงใน Website ก็ได้ จงให้ข้อมูลเฉพาะที่เป็นความต้องการจริง ๆ ของลูกค้า สั้น กระชับ อ่านง่าย ตรงประเด็น

31. อย่ามโนเองว่า ทำ Website ออกมาได้ดีแล้ว ถ้าคุณยังไม่ได้เช็คพฤติของผู้ที่เข้า Website จริง คุณอาจจะใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า “Hotjar” ในการช่วยตรวจสอบว่าผู้ชม เข้าไปตรงไหนและทำอะไรบน Website บ้าง เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงโครงสร้าง Website ให้ดียิ่งขึ้น
32. เนื้อหาบน Website ให้คนอ่านไม่ใช่ให้ Bot อ่าน คำนึงถึงสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ สินค้าและบริการให้อะไร แก้ไขปัญหาอะไร ถ้านึกไม่ออกให้ลองคิดในมุมมองลูกค้าว่าเขาอยากจะได้อะไร
33. ถ้าไม่มี Website คุณสามารถยิงโฆษณาไปที่ Facebook Page ได้ แต่มันไม่ได้ออกแบบมาให้ปิดการขายได้โดยตรง และวัดผลยากกว่า
34. Ad Extension คือส่วนขยายโฆษณา ช่วยเพิ่มคุณภาพของการลงโฆษณาได้มากขึ้น ส่วนขยายจะทำให้โฆษณาของคุณโดดเด่นขึ้น
35. Ad Extension สามารถเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของ Website ตามความตั้งใจได้ง่าย เช่น การมี Side link ส่งคนไปยังหน้า แคตาล็อคสินค้าได้โดยตรงเมื่อคลิก การโทรเพื่อจองห้องพักได้โดยตรงการการใช้ส่วนขยายการโทร เป็นต้น

36. Ad Extension ที่แนะนำได้แก่ 1. Side Link เป็นลิงค์ที่จะนำผู้เข้าชมเข้าสู่หน้านั้นได้โดยตรง เช่น การสั่งซื้อ 2. Call Extension เป็นส่วนขยายการโทร 3. Call Out Extension ส่วนขยายไฮไลต์เป็นข้อความสั้น ๆ ที่เขียนขยายความเพิ่มเติมจากโฆษณาหลักได้
37. อันดับแรก ๆ ของการแสดงผล จะมีโอกาสที่โฆษณาและส่วนขยายแสดงผลได้ครบถ้วนกว่าอันดับที่แย่กว่า
38. สำหรับการตั้งค่า Networks ของการแสดงผลโฆษณาคุณควรเลือกให้แสดงเฉพาะบนหน้าการค้นหา Google ก็เพียงพอแล้ว เพราะการเลือก Ads Display Network จะ ยังผลาญงบลงโฆษณาของคุณอย่างไม่จำเป็น
39. คุณสามารถทำโฆษณา Search ไปหาคนไทยที่อยู่ในอังกฤษได้ด้วยการเลือก Location เป็น England และเลือก Languages เป็น Thai และคุณสามารถทำโฆษณาไปหาคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัดได้ด้วยการเลือก Location เป็น Thailand และ Exclude เฉพาะ Bangkok
40. ไม่ควรเลือกการนำส่งโฆษณาแบบ Accelerated เพราะการนำส่งโฆษณาแบบเร่งด่วน ระบบจะแสดงโฆษณาโดยไม่สนใจว่าคุณจะมีงบเพียงพอตลอดวันหรือไม่ ดังนั้นเลือกการนำส่งแบบ Standard จะดีกว่า

41. Load Kalvin (ใครว๊า) กล่าวไว้ว่า “If you can't measure it, you can't improve it “” การลงโฆษณา Google Search ก็เช่นกัน คุณไม่สามารถปรับปรุงมันได้เลยถ้าคุณไม่สามารถวัดผลมันได้
42. การวัดผลโฆษณา Google Search นั้นมีหลายมิติ การใช้หลายค่ามากเกินไปอาจเกิดความสับสนได้ ดังนั้นคุณควรเลือกเฉพาะ ใช้ในการตัดสินใจปรับ Ads ได้ เช่น Impression, Click, CPC, Avg.Position, Impression Share , CTR% หรือ Conversion
43. ในช่วงแรกของการลงโฆษณา เป็นไปได้ว่าจะได้รับค่าคลิกที่สูงกว่าควรจะเป็น อันดับการแสดงผลยังไม่ดีนัก ดังนั้นควรค่อย ๆ Optimize การลงโฆษณาเช่นค่า Quality Score , CTR% Conversion และอื่น ๆ ที่ให้ผลลัทธ์โฆษณาดีขึ้น เสถียร และงบถูกลง
44. หลังจากที่รันโฆษณาไปสักระยะ คุณควรปิดโฆษณาที่ทำงานได้แย่ และเลือกเพิ่มงบกับโฆษณาที่รันได้ดี
45. การเปิด-ปิดหรือแก้ไขโฆษณาเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ แต่อาจจะต้องรอเวลาให้ระบบ Optimize สักหน่อย โดยเฉพาะการตั้งค่าต่าง ๆ ในระดับแคมเปญ เช่น การ Bidding

ขอขอบคุณ: เพจ Googazz Adword - กูลแก๊สแอดเวิร์ด

2009-2001

บัวหลวง ไอแบงค์ กรุงไทย ออนไลน์ กสิกรไทย ไซเบอร์แบงค์กิ้ง ไทยพาณิชย์ อีซี่เน็ต ทหารไทย อินเตอร์เน็ต แบงค์กิ้ง

AnuchaWeb.com

 วันนี้ 65 คน

 เมื่อวาน 29 คน

 เดือนนี้ 1747 คน

 ทั้งหมด 1109336 คน